หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อาการของโรค SLE (โรค SLE ตอนที่ 2)

โรค SLE ตอนที่ 2

อาการของโรค SLE

          อาการของผู้ป่วยโรค SLE ค่อนข้างซับซ้อน และมีอาการคล้ายๆ กับหลายๆ โรค ซึ่งผู้ป่วยโรค SLE แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกัน อาการมีตั้งแต่เป็นน้อยไปจนถึงเป็นมาก ผู้ป่วยโรค SLE บางรายอาจมีการอักเสบเพียงระบบเดียว บางรายมีการอักเสบหลายระบบ
อาการที่พบบ่อยๆ  เช่น การปวดบวมของข้อ, การเป็นไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ, อาการอ่อนเพลียไม่มีแรง, มีผื่นที่หน้า, ผมร่วง, แพ้แสงแดด, หายใจลึกๆ จะเจ็บหน้าอก, ปลายนิ้วมีสีม่วงเมื่อถูกความเย็น, หลังเท้าบวม เป็นต้น ซึ่งอาการที่หลากหลายเหล่านี้บางครั้งอาจทำให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดหากแพทย์ผู้ทำการรักษาไม่มีความเชี่ยวชาญพอ

รายละเอียดของอาการต่างๆ ที่สำคัญ ได้แก่

1. อาการทางข้อ

ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 90 จะมีอาการทางกล้ามเนื้อและข้อ โดยจะมีอาการปวดตามข้อ, ปวดกล้ามเนื้อ โดยข้อที่ปวดมักจะเป็นข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อเข่า ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อแต่ไม่มีข้ออักเสบให้เห็น รวมไปถึงมีอาการของข้ออักเสบรุนแรงคล้ายผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  -  อาการของข้ออักเสบโดยทั่วไป ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อเป็น ๆ หายๆ หรืออาจมีการอักเสบของข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อมือ อาจมีอาการของข้อทั้งสองข้างหรือข้างเดียว บางครั้งอาจพบว่าข้ออักเสบมีลักษณะย้ายตำแหน่งการอักเสบไปเรื่อย ๆ
 -  บางรายอาจมีข้อผิดรูป เช่น นิ้วมือผิดรูปคล้ายคอหงษ์ หรือนิ้วมือผิดรูปแบเฉออกนอก เป็นต้น โดยข้อผิดรูปชนิดนี้สามารถดัดให้ข้อกลับมาอยู่ในแนวข้อปกติได้

2. อาการทางผิวหนังและเยื่อบุ

อาการทางผิวหนัง ได้แก่ มีผื่นโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงเรียกว่าผื่นแพ้แสง โดยผื่นมักจะเกิดมากบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่นผื่นที่หน้าบริเวณโหนกแก้มและจมูก ทำให้มีลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อจึงเรียกว่า butterfly หรือ malar rash  นอกจากนั้นยังมีผื่นที่เป็นรูปวงกลมมีขุยแต่ตรงกลางจะไม่มีผื่น และมีผื่นเรื้อรังที่เรียกว่า Discoil ตำแหน่งที่พบได้แก่ แก้ม แก้มก้น เป็นต้น
   ผื่นผิวหนังเนื่องมาจากภาวะหลอดเลือดอักเสบ เช่น ผื่นหลอดเลือดอักเสบบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า ผื่นผิวหนังรอบเล็บอักเสบ, ผื่นหลอดเลือดอักเสบตามแขนขาที่มีลักษณะเป็นจุดแดงนูน, ผื่นลมพิษจากหลอดเลือดอักเสบ , ตุ่มใต้ผิวหนังนูนแดง, หรือแผลอักเสบอันเนื่องมาจากหลอดเลือดอักเสบ
    ผมร่วง เป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ ในผู้ป่วยโรค SLE โดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะผมร่วงกระจายทั่ว ๆ ไปส่วนมากจะพบว่ามีผมบางเป็นพิเศษบริเวณขมับผม ผู้ป่วยจะมีผมร่วงถึงแม้จะไม่มีแรงกระทำจากภายนอก ซึ่งสังเกตได้จากผมที่ร่วงติดหมอน นอกจากนี้แล้วเส้นผมของผู้ป่วยอาจมีลักษณะเปราะแตกหักง่าย โดยผมมักจะร่วงช่วงที่โรคกำเริบ แต่เมื่อโรคถูกควบคุมแล้วผมจะกลับสู่ปกติ นอกจากนั้นก็อาจจะมีอาการทางผิวหนังอื่น เช่น ลมพิษ เป็นต้น
   อาการของเยื่อบุ ที่พบบ่อยๆได้แก่ แผลในปาก ซึ่งมักพบบริเวณเพดานปาก ลักษณะแผลในปากจะเป็นแผลที่มีการหลุดลอกของเยื่อบุ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บบริเวณแผล หรือบางรายอาจมีอาการเจ็บได้บ้างหากมีการติดเชื้อเกิดขึ้น ซึ่งแผลลักษณะเดียวกันนี้ บางครั้งจะพบได้ในโพรงจมูกเช่นกัน ส่วนที่บริเวณริมฝีปากนั้นสามารถพบแผลที่ริมฝีปากจากโรค SLE หรืออาจพบผื่น  Discoil ที่ริมฝีปากได้เช่นกัน

3. อาการทางระบบประสาท

อาการผิดปกติทางระบบประสาทที่เกิดจากโรค SLE นั้น มีอาการแสดงได้หลากหลายรูปแบบเป็นได้ทั้งความผิดปกติที่มีอาการแสดงของการทำงานของระบบประสาทบกพร่อง เช่น ไขสันหลังอักเสบ มีปัญหาด้านความจำ สมองขาดเลือด ฯลฯ หรืออาการของความผิดปกติทางจิต เช่น ความผิดปกติทางด้านอารมณ์ อาการเห็นภาพหลอน ในโรค SLE ความผิดปกติอาจเกิดขึ้นได้ทั้งที่ระบบประสาทส่วนกลาง เช่น อาการสับสนเฉียบพลัน หรือเกิดความผิดปกติที่ระบบประสาทส่วนปลาย เช่น เส้นประสาทอักเสบ
       อาการของระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุดคืออาการชักพบร้อยละ 54 ความผิดปกติทางจิต (psychosis) พบร้อยละ 13 ภาวะสับสนเฉียบพลัน (acute confusion state) พบร้อยละ 11
       ผลแทรกซ้อนจากโรค SLE เช่น เกิดหลอดเลือดอุดตันจากภาวะหลอดเลือดแข็งตัวในผู้ป่วยไตอักเสบลูปัสที่มีความดันโลหิตสูง(โดยปกติความดันโลหิตสูงมักพบในผู้สูงอายุ), การมีลิ่มเลือดอุดตันเนื่องมาจากภาวะแอนติฟอสโฟไลปิดหรือภาวะมีการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดไวผิดปกติในผู้ป่วยกลุ่มอาการเน็ปโฟรติค(Nephrotic Syndrome หรือโรคไตรั่ว)ทำให้หลอดเลือดสมองอุดตัน ภาวะเกลือแร่ไม่สมดุลในผู้ป่วยที่มีอาการสับสน
ผลแทรกซ้อนจากการรักษาโรค SLE เช่น การเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากยาบางชนิด,  การเกิดเนื้องอกในสมองเทียมจากยา, ความผิดปกติทางอารมณ์ไปจนถึงอาการผิดปกติทางจิตจากยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ขนาดสูง หรืออาการกล้ามเนื้ออักเสบจากยาลดไขมันกลุ่ม statin หรือ ผลจากยาเกินขนาด เช่น ยาต้านซึมเศร้า ยากันชัก ผลจากยากดภูมิต่อคุ้มกันร่างกายทำให้มีการติดเชื้อในสมอง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, สมองอักเสบ เป็นต้น
ความผิดปกติร่วมที่เกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรค SLE เช่น เนื้องอก, อุบัติเหตุ,โรคทางระบบต่อไร้ท่อ เช่น คอพอกเป็นพิษ การทำงานของคอพอกผิดปกติ หรือผู้ป่วยอาจมีพื้นฐานโรคทางจิตอยู่เดิม เป็นต้น

4. อาการทางไตของโรค SLE

ภาวะไตอักเสบเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในโรค SLE โดยผู้ป่วยที่มีไตอักเสบในระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการ แต่ตรวจพบจากการตรวจเลือด หรือตรวจปัสสวะ หากโรคเป็นมากขึ้นจึงจะเกิดอาการ อาการแสดงของภาวะไตอักเสบที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่ มีปัสสาวะเป็นฟอง, ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะในช่วงนอนกลางคืนต้องตื่นมาปัสสาวะหลายครั้ง, มีอาการบวมที่ขาหรือหนังตาขณะตื่นนอนตอนเช้า, มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นมากในเวลาไม่กี่วันทั้งที่การรับประทานอาหารอยู่ในระดับปกติ
เนื่องจากภาวะการอักเสบทางไตในโรค SLE มีความหลากหลาย ตั้งแต่ความรุนแรงน้อยไปจนถึงความรุนแรงมากจนอาจทำให้สูญเสียการทำงานของไตได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่ไตในผู้ป่วยโรค SLE นั้นอาจเกิดขึ้นได้ในหลากหลายตำแหน่งของไต ที่พบบ่อยได้แก่ การอักเสบที่หน่วยไต  ส่วนความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจพบได้แต่ไม่บ่อยนัก เช่น การอักเสบของเนื้อเยื่อไต, ความผิดปกติที่ท่อไต, การเกิดภาวะหลอดเลือดในไตอุดตันในผู้ป่วยที่มีภาวะแอนติฟอสโฟไลปิดร่วมด้วย,
     การอักเสบที่หน่วยไตในโรค SLE หรือที่เรียกว่าภาวะไตอักเสบลูปัส (lupus nephritis) อาจแบ่งได้ตามลักษณะทางพยาธิสภาพของเนื้อเยื่อไตเป็น 6 ระดับตาม The World Health Organization ขึ้นอยู่กับการตรวจชิ้นเนื้อ การจัดหมวดหมู่นี้ถูกกำหนดไว้ในปี 1982 และปรับปรุงในปี 1995 ดังต่อไปนี้
ระดับ I - minimal mesangial glomerulonephritis - มีความผิดปกติน้อยมากจนแทบจะตรวจไม่พบว่าเป็นโรคไต
ระดับ II - mesangial proliferative lupus nephritis - โรคไตอักเสบเล็กน้อยตอบสนองต่อการรักษาด้วย corticosteroids.
ระดับ III - Focal Proliferative Nephritis - เป็นระยะเริ่มต้นของไตอักเสบขั้นรุนแรงต้องใช้ยา steroid ขนาดสูงในการรักษา
ระดับ IV - Diffuse Proliferative Nephritis เป็นระยะของไตอักเสบขั้นรุนแรงซึ่งไตอาจจะเสื่อมต้องใช้ยา steroid ขนาดสูงร่วมกับยากดภูมิ
ระดับ V - Membranous Nephropathy  - เป็นระยะของเยื่อไตอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการบวมน้ำอย่างรุ่นแรง และมีการเสียโปรตีนในปัสสาวะมาก
ระดับ VI - Advanced sclerosing glomerulonephritis ระยะที่ 6 ไตทำงานล้มเหลวการตอบสนองต่อยากดภูมิน้อยมาก

การประเมินระดับไตอักเสบลูปัส มีทั้งการตรวจดูอาการแสดงภายนอกและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งการตรวจการแสดงอาการภายนอก เช่น ปัสสาวะเป็นฟอง, ความถี่ของปัสสาวะในช่วงกลางคืนมากขึ้น, ลักษณะบวม, มีความดันโลหิตสูง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจปัสสาวะ, การตรวจหาปริมาณโปรตีนไข่ขาวจากการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง, การตรวจระดับครีเอตินีนในเลือด, การตรวจระดับคอมพลีเมนท์ และการตรวจหาแอนติบอดี anti-ds DNA เป็นต้น ซึ่งการตรวจโดยใช้วิธีการต่างๆที่กล่าวมานี้อาจช่วยให้แยกระดับไตอักเสบลูปัสได้เพียงคร่าว ๆ เท่านั้น
และในบางครั้งการวิเคราะห์ทางคลินิกในห้องปฏิบัติการก็อาจผิดพลาดได้เหมือนกัน เนื่องจากความหลากหลายของอาการในผู้ป่วยไตอักเสบลูปัส ดังนั้น การตัดเนื้อเยื่อไตไปตรวจ จึงเป็นการตรวจเพื่อบอกระดับไตอักเสบลูปัสที่แม่นยำที่สุด

5. อาการทางระบบโลหิต

อาการทางระบบโลหิต ของโรค SLE มีหลายอย่าง เช่น ภาวะโลหิตจางเป็นความผิดปกติของเม็ดเลือดที่พบได้บ่อยๆ และสามารถพบความผิดปกติได้ทั้งในเม็ดเลือดขาว, เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด โดยผู้ป่วยอาจมีความผิดปกติของเม็ดเลือดชนิดใดชนิดหนึ่งหรือผิดปกติทั้ง 3 ชนิดร่วมกันได้ โดยความผิดปกติที่พบคือ
- การเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวในเลือดต่ำเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในโรค SLE เกณฑ์การวินิจฉัยจะถือเอาระดับเม็ดเลือดขาวที่ต่ำกว่า 4000/ลบ.มม. โดยพบว่าภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำนั้นสัมพันธ์กับการกำเริบของโรค โดยมักพบอาการกำเริบของโรคแบบอื่น ๆ ร่วมกับภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ เช่น ผื่น ปวดข้อ อ่อนเพลีย ซีด เป็นต้น อย่างไรก็ตามการพบภาวะเม็ดเลือดขาวในเลือดต่ำในผู้ป่วยโรค SLE อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นด้วย เช่น ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากยาต่าง ๆ เช่น ยากดภูมิต้านทาน ยาปฏิชีวนะ หรือภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากการติดเชื้อรุนแรง เป็นต้น
 - การเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำหรือเม็ดเลือดแดงแตกจากภาวะภูมิต้านทานต่อต้านตนเอง กรณีไม่รุนแรงคือ ระดับเกล็ดเลือดมากกว่า 50000/ ลบ.มม. หรือระดับฮีโมโกลบินมากกว่า 8 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
       โรค SLE สามารถพบความผิดปกติทางโลหิตได้ทั้งระดับเม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำและเม็ดเลือดแดงแตกจากภาวะภูมิต้านทานต่อตนเอง โดยส่วนใหญ่ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำมักไม่ต้องการการรักษาอย่างเฉพาะเจาะจงเพราะจำนวนเม็ดเลือดขาวมักดีขึ้นหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาอื่น ๆ

 6. อาการทางหัวใจ และปอด

อาการทางหัวใจและปอดที่พบได้บ่อยคืออาการเยื่อหุ้มปอดหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ณ ขณะใดขณะหนึ่งของโรค อาการแสดงอื่นที่พบได้ไม่บ่อย เช่น ปอดอักเสบ, ความดันในเส้นเลือดไปปอดสูง, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น ในการวินิจฉัยแพทย์จะตรวจแยกสาเหตุอื่นออกไปก่อน เช่น การติดเชื้อ การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากกลุ่มโรคแอนติฟอสโฟไลปิดหรือจากยา เป็นต้น แล้วจึงให้การวินิจฉัยภาวะผิดปกตินั้นเป็นผลจากโรค SLE

7. อาการทางระบบอื่นๆ อาจพบไม่บ่อยนัก ได้แก่

  • อาการทางระบบหายใจ จะมีเยื่อหุ้มปอดอักเสบ เจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้า
  • อาการทางระบบหัวใจ เช่น หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจมีการอักเสบทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ, ลิ้นหัวใจอักเสบ เป็นต้น
  • อาการทางตา อาจจะมีตาอักเสบหรือเส้นเลือดไปเลี้ยงตาอุดตันทำให้ตาบอด
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น มีเยื่อบุช่องท้องอักเสบทำให้เกิดอาการปวดท้อง หรือต่อมน้ำเหลืองในท้องรวมทั้งลำไส้อักเสบ เป็นต้น
      สำหรับอาการของโรค SLE คร่าวๆ ก็ประมาณนี้ ท่านที่สงสัยว่าเป็นโรค SLE หรือสงสัยว่าโรคกำลังจะกำเริบลองสังเกตอาการของตัวเองดูหากพบว่าตัวเองมีความผิดปกติเกิดขึ้นควรไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ อย่าปล่อยให้เกิดการอักเสบหนักเพราะจะทำให้รักษายากและต้องใช้เวลานาน อย่างที่บอกอาการแต่ละคนไม่เหมือนกัน และการเกิดแต่ละครั้งอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ดังนั้นควรจะศึกษาอาการทุกอย่างไว้จะดีที่สุด ต่อไปจะเป็น โรค SLE ตอนที่ 3 การวินิจฉัยโรค SLE จะลงเพียงคร่าวเพื่อให้ท่านได้รู้ว่าแพทย์จะวินิจฉัยโรคยังไงบ้าง และ การรักษาโรค SLE และข้อแนะนำเพื่อปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรค SLE

1 ความคิดเห็น:

  1. ขออนุญาตเจ้าของบล็อก สำหรับท่านที่ต้องการทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยโรค sle สามารถอ่านรายละเอียดในเว็บไซต์นี้ https://happyhealthy8.weebly.com/sle.html

    ตอบลบ